ฉบับล่าสุด
ปีที่ 4 ฉบับที่ 5


Visitors Counter
Total Visits386224
Total Unique 101481
Visitors Month 4898
Visitors Week 2156
Visitors Today 51
More statistics
บทความ (Blog)
<< ย้อนกลับ
"Science of Love"
  Post Date: 30 สิงหาคม 2555

เรื่องโดย : ภาสกร ใหลสกุล  (ไฟฟ้า Neer14)

ทุกคนคงเคยได้คำว่าว่า “ปิ๊ง” หรือ “คลิก” เวลาคนเจอคนที่ใช่หรือถูกใจ แต่มีอีกคำที่ฝรั่งชอบใช้กันก็คือ “สารเคมีหลั่ง” ซึ่งถ้าแปลเป็นคำพูดแบบไทยๆ อาจจะได้ประมาณว่า “เลือดลมสูบฉีด” (แม้ว่าอาจจะไม่ค่อยตรงนัก) แม้ว่าเรื่องความรักความไคร่ มันเป็นสิ่งที่คู่กับมนุษย์โลกมาตั้งแต่สมัย อดัมกับอีฟโน่น และมันเป็นแรงผลักดันในการสร้างสรรค์และทำลายในโลกมาทุกยุคทุกสมัย รวมทั้งเป็นสิ่งที่นำไปสู่ภารกิจที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติ นั่นคือการสืบเผ่าพันธุ์เพื่อ ไม่ให้สูญสิ้นไป มนุษย์เราได้แต่งนิยาย แต่งเพลง แต่งกลอนเกี่ยวกับความรักมามากมายนับไม่ถ้วน แต่เราแทบจะไม่เคยเห็นใครพูดถึง “วิทยาศาสตร์” เบื้องหลังความรักเลย

ดังนั้นเว็บไซต์หาคู่ชื่อดังอย่าง chemistry.com ซึ่งไม่ได้เป็นเว็บเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ด้านเคมีหรอกนะครับ แต่เป็นเว็บไซต์ย่อยของเว็บไซต์ช่วยหาคู่ชื่อดัง match.com อีกที (ที่บริษัทไมโครซอฟต์ ผู้ผลิตโปรแกรม Windows นี่แหละครับ เป็นเจ้าของ) ได้ให้ทุน ดร.เฮเลน ฟิชเชอร์ (Dr.Helen Fisher) ซึ่งเป็น Biological anthropologist (อาจแปลได้ว่า “นักชีวมานุษยวิทยา) ด้านความรักและความสัมพันธ์ของมนุษย์ชื่อดัง ที่มหาวิทยาลัย Rutgers ให้ทำการศึกษา วิทยาศาสตร์เบื้องหลังความรัก ว่ามันมีกลไกอย่างไร เพื่อจะได้ให้แนะนำคนที่น่าจะเป็นคู่ครองที่เหมาะสมให้สมาชิกเว็บไซต์ได้อย่างแม่นยำ และมีความรักต่อกันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสิ่งที่ ดร.เฮเลน ได้ค้นพบ กลับไม่ได้แค่เรื่องสารเคมีหลั่ง ธรรมดาๆ แต่มันเกี่ยวพันกับเรื่องบุคคลิกภาพของเราอย่างลึกซึ้งด้วย

ความรัก ความใคร่ และความผูกพัน

ดร.เฮเลน ได้กล่าว่ามนุษย์มีระบบสมองหลัก 3 ระบบ ทำหน้าช่วยให้มนุษย์หาคู่และสืบพันธุ์กัน คือ

- Lust : แรงขับทางเพศ หรือ libido

- Romatic attraction : ความรักแบบโรแ มนติก

- Attachment : ความรู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้ง ในการมีสัมพันธภาพในระยะยาว

ความรักสามารถเกิดจากความรู้สึกอันใดอันหนึ่งในสามแบบ บางคู่มีเซ็กซ์ก่อนแล้วค่อยตกหลุมรัก บางคู่ตกหลุมรักกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้วก็ค่อยไปขึ้นเตียง บางคู่มีความรู้สึกผูกพันกันอย่างยาวนาน จนกระทั่งสถานการณ์เปลี่ยนไปทำให้รักกัน แล้วก็ค่อยมีอะไรกัน แรงขับทางเพศนั้นชักจูงคุณให้หาคู่นอนในกลุ่มที่กว้าง แต่รักโรแมนติกจะดึงพลังงานทั้งหมดของคุณไปกับใครคนใดคนหนึ่งที่คนตกหลุมรักอยู่ขณะนั้น ส่วนความรู้สึกผูกพัน นั้นจะฝังแน่นกับคู่ของตัวเองไปยาวนาน ไปจนกระทั่งถึงเวลาช่วยกันเลี้ยงดูลูก เหมือนเป็นทีมเดียวกัน

ดร.เฮเลนได้เชิญคน 49 คนเข้าเครื่องสแกนสมอง เพื่อหาการทำงานของสมอง โดยมี 17 คน ที่เพิ่งตกหลุมรักใครอย่างถอนตัวไม่ขึ้นมาหมาดๆ แต่ 15 คนคือผู้ที่เพิ่งถูกหักอกมา และอีก 17 คนคือคนที่ยังมีความรักอยู่หลังจากอยู่กับคนรักมาโดยเฉลี่ย 21 ปี ได้พบว่าที่จุดกึ่งกลางสมองที่เรียกว่า VTA (Ventral Tegmental Area) ซึ่งจะมีการสร้างสารโดปามีน ซึ่งจะเป็นจุดเดียวที่จะแอคทีพเมื่อเสพโคเคน ซึ่งเหมือนระบบการให้รางวัลเมื่อได้เสพสิ่งเสพติด โดยดร.เฮเลน พบว่ารักโรแมนติกนั้นเป็นพลังขับดันสูงกว่าแรงขับทางเพศ เพราะในที่สุดแล้วถ้าคุณขอให้ใครขึ้นเตียงกับคุณแต่ถูกปฎิเสธละก้อ มันไม่ถึงขนาดทำให้หดหู่หรือคิดฆ่าตัวตายได้ แต่ทั่วโลกคนมีความทุกข์มากมายจากการถูกปฏิเสธความรัก เธอยังบอกด้วยว่าการได้รับยาต่อต้านความซึมเศร้า ที่มีสารเซโรโตนิน ผสมอยู่ (serotonin-enhancing antidepressants : SSRIs) เช่น ยาโปรแซค (Prozac) มีผลข้างเคียงในการกดความรู้สึกความรักแบบโรแมนติก และความผูกพัน รวมทั้งแรงขับทางเพศด้วย

บุคคลิกภาพ 4 แบบ และความสัมพันธ์ของสารเคมีในสมอง

ผลงานวิจัยที่ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ ดร.เฮเลน ก็คือ การที่เธอได้ทำการศึกษาเจาะลึกไปในสมองของคู่ที่แต่งงานกัน และคู่ที่หย่ากันในสังคม 58 แห่ง เรื่องความรักความใคร่ในวัฒนธรรมที่ต่างกัน 42 แบบ ทั้งในนก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ต่างเพศกัน ก็พบว่ามีลักษณะทางพฤติกรรมเชิงชีววิทยา ได้สี่ประเภทตามที่กล่าวข้างต้น และได้ศึกษาข้อมูลจากคน 28,000 คนจากเว็บไซต์ chemistry.com จนได้พบหลักฐานว่าคนที่มีเคมีทางสมองแบบหนึ่ง ดึงดูดเพศตรงข้ามที่มีเคมีทางสมองแบบหนึ่งได้มากกว่าแบบอื่น จากการศึกษามามากมาย ดร. เฮเลน ได้ข้อสรุปว่า มนุษย์(และสัตว์) มีบุคคลิกภาพยู่ใน 4 ประเภทหลักดังนี้

1) Builder : “นักสร้าง” มีสารโดปามีน (Dopamine)

ปรกติแล้วจะเป็นที่นิยมมาก เป็นคนที่อยู่ติดบ้านและครอบครัว เป็นคนรักสงบและไม่ค่อยตื่นเต้นตกใจอะไรง่ายๆ มักจะเป็นคนอดทนคงเส้นคงวา มีความภักดีและชอบปกป้อง เก่งเรื่องตัวเลข ข้อเสียคือ เป็นคนมะลื่อทื่อ ใจไม่กว้างเท่าไหร่

ตัวอย่างคนที่มี “นักสร้าง” เป็นลักษณะเด่น เช่น นายพล Collin Powel ที่เป็นคนมั่นคง เชื่อถือได้ และเห็นคุณค่าของครอบครัว คนกลุ่มนี้ชอบคำว่า “Family” สูงสุด

2) Explorer : “นักสำรวจ” มีสารซีโรโตนิน (Serotonin)

เป็นคนประเภท “บ้าพลัง” ความคิดสร้างสรรค์สูง และปฏิภาณฉับไว ชอบแสวงหาความสดใสเสมอ และความพึงใจจากความเสี่ยง ชอบสงสัย และมักไม่โดนโน้มนำความคิดได้ง่ายๆ ข้อเสียคือเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางครั้งก็บ้าๆ บอๆ ชอบเสพติด

ตัวอย่างคนที่มี “นักสำรวจ” เป็นลักษณะเด่น เช่น ประธานาธิบดี โอบามา ที่ชอบพูดคำว่า Change และ แองเจลีนา โจลี ที่ชอบลายสัก

จากการทดลองคนกลุ่มนี้ชอบคำว่า “Adventure” สูงสุด

3) Director : “นักจัดการ” มีสารเทสทอสเทโรน (Testosterone)

กล้าหาญและชอบที่จะจัดการกับปัญหาและความเสี่ยงที่ท้าทายต่างๆ เป็นผู้บุกเบิก และคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ไม่ชอบเหมือนคนอื่น มีทักษะการคิดแบบนามธรรมและการวางแผนระยะสั้น บ่อยครั้งมักจะก้าวร้าวและชอบการแข่งขัน จิตใจเข้มแข็งและมีประสิทธิภาพสูง

ตัวอย่างคนที่มี “นักจัดการ” เป็นลักษณะเด่น เช่น บิล เกตต์ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ วุฒิสมาชิกจอห์น แมคเคน ฮิลราลี คลินตัน

คนกลุ่มนี้ชอบคำว่า “Intelligence” สูงสุด

เชื่อหรือไม่ว่า… คนที่มีนิ้วนางความยาวสูงกว่านิ้วชี้มากเท่าไหร่ แสดงว่ามีเทสโทสเทโรน ซึ่งเป็นฮอร์โมนของเพศชายมากเท่านั้น เพราะตอนเป็นทารกในท้องสารนี้มีความสัมพันธ์กับความยาวของนิ้วนาง (เกิดขึ้นได้ไงก็ไม่รู้เหมือนกัน!?!) ถ้าผู้ชายนิ้วนางสูงกว่านิ้วชี้เยอะๆ ก็จะแมนมาก แต่ถ้าผู้หญิงมีนิ้วแบบนี้เด่นชัดอาจทำให้มีพฤติกรรมแมนๆ เยอะไปหน่อยอาจเข้าขั้น “ชอบหญิง” ด้วยกันได้

4) Negotiator : “นักเจรจา” มีสารเอสโตเจน (Estrogen)

มองภาพรวมได้เก่ง ขอบวางแผนระยะยาว และสร้างความยอมรับในวงกว้างก่อน เป็นนักคิดที่ลึกซึ้ง และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถาการณ์ได้ดี มักทักษะการพูดและการเข้าสังคมสูง มีจินตนาการ ขี้สงสารและชอบฟูมฟักคนอื่น ซึ่งบางครั้งก็อาจจะมากไป

ตัวอย่างคนที่มี “นักเจรจา” เป็นลักษณะเด่น เช่น อดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน โอปราห์ วินฟรี

คนกลุ่มนี้ชอบคำว่า “Passion” สูงสุด

ตรงกันข้ามกับคนที่มีสารเทสทอสเทโรนมาก คนที่มีนิ้วชี้มีความยาวเท่ากับหรือสูงกว่านิ้วนางมากเท่าไหร่ แสดงว่ามีเอสโตเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนของเพศหญิงมากเท่านั้น ถ้าผู้หญิงนิ้วชี้สูงสูงกว่านิ้วนางเยอะก็จะมีความเป็นผู้หญิงมาก แต่ถ้าชายมีนิ้วแบบนี้เด่นชัดอาจทำให้มีพฤติกรรมออกแนวตุ้งติ้ง  ถ้าเยอะไปหน่อยอาจเข้าขั้น “ชอบชาย” ด้วยกันได้

การทดสอบบุคคลิกภาพ 4 แบบ และการเลือกคู่

การที่จะรู้ว่าเราเป็นคนประเภทไหน ก็ต้องผ่านการทดสอบบุคคลิกภาพ หรือ “Personality Test” ที่ ดร.เฮเลน ได้ออกแบบไว้ก่อน ซึ่งมีให้ทดสอบทางหน้าเว็บ match.com และ chemistry.com ซึ่งคุณต้องสมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซต์นี้ก่อน ก็ถามง่ายๆ ตอบง่ายๆ (แต่บางข้อก็ต้องคิดนานหน่อย ผมลองมาแล้ว) พอตอบแบบสอบถามเสร็จ โปรแกรมจะทำการวิเคราะห์ผล ว่าคุณมีส่วนผสมของคนทั้ง 4 ประเภทอย่างละกี่เปอร์เซ็นต์

จากตัวอย่างในรูปผลของการวิเคราะห์จะได้ออกมาเป็นกราฟ แต่เวลาระบุบุคคลิกภาพจะเลือกเอาเฉพาะได้คะแนนมากสุด 2 อันดับแรกเท่านั้น เช่น

Major Personality/Minor Personality เป็น

Explorer/Negotiator

แล้วเว็บไซต์ก็จะพยายามแนะนำคนที่น่าจะมาเป็น “คู่” ของคุณได้ดีจากผลการวิเคราะห์ ซึ่ง match.com จะแนะนำผ่านบริการที่เรียกว่า Daily5 ก็คือแนะนำคนน่าสนใจครั้งละ 5 คนมาให้คุณเลือก เจ๋งไหมล่ะครับท่าน!!!

Personality คนเราอาจไม่คงที่ตอนที่อายุยังน้อยๆ อยู่ แต่จะค่อนข้างคงที่มากที่สุดในช่วงวัยกลางคน  เพราะสภาพแวดล้อมเปิดโอกาสให้คุณเป็นตัวเองมากที่สุด และจากผลการศึกษาคนที่มีบุคคลิกภาพแตกต่างกัน แล้วเดทกันจากเว็บไซต์ chemistry.com และ match.com ดร.เฮเลน พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า

- พวก Builder จะเลือกพวก Builder ด้วยกันมากที่สุด

- พวก Explorer จะเลือกพวก Explorer ด้วยกันมากทีสุด

- แต่พวก Director มันจะจับคู่กับพวก Negotiator มากที่สุด ทั้งผู้ชายและผู้หญิง (เรียกว่าเป็น opposite attraction)

เราจะเห็นได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หรือ พรหมลิขิต ขีดเส้นชีวิตแบบไม่มีเหตุผล แต่ทว่ามันมีวิทยาศาสตร์อธิบายได้อยู่เบื้องหลังทั้งนั้น ว่าแต่ว่าถ้าวันวาเลนไทน์นี้คนยังไม่มีคู่เดทละก้อ ผมว่าเริ่มลองเข้าไปสมัครสมาชิกเว็บหาคู่แล้วทดสอบบุคคลิกภาพกันดูก่อนดีไหม เชื่อเถอะครับว่าแม่สื่อยุคดิจิตอลนี้มันเจ๋งจริงๆ หวังว่าเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ยังครองตัวเป็นโสด   คงได้หายเหงาแน่ๆ  :)

========================================================


 




สมาคมนิสิตเก่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ | จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
© Copyright 2017 www.cuvetalumni.com All rights reserved